ตำนานการเห่เรือ

posted on 03 Jul 2011 14:24 by pranpanninlive

ตำนาน ๑

 

กระบวนพยุหยาตราชลมารค หมายถึง ริ้วกระบวนที่จัดขึ้นในการในการที่พระมหากษัตริย์ไทยในสมัยโบราณเสด็จพระราชดำเนินไปในการต่าง ๆ ทั้งเป็นการส่วนพระองค์และที่เป็นการราชพิธี เดิมเป็นการเสด็จพระราชดำเนินและประกอบการพระราชพิธีหลายอย่าง เช่น พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก การเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาท การอัญเชิญพระพุทธรูปที่สำคัญจากหัวเมืองเข้ามาประดิษฐานในเมืองหลวง เป็นต้น

หลักฐานชิ้นแรกที่มีหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันเกี่ยวกับกระบวนเรือพระราชพิธี ในอดีตคือ หลักฐานในชั้นต้นสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เนื่องจากสภาพเมืองเป็นเมืองเกาะที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำลำคลองมากมาย ชีวิตความเป็นอยู่ริมน้ำของชาวกรุงเก่า จำต้องอาศัยเรือในการสัญจรไปมา รวมทั้งในเวลารบทัพจับศึก ก็จะใช้กระบวนทัพเรือเป็นสำคัญ จึงปรากฎว่ามีการสร้างเรือรบมากมายในสมัยอยุธยา

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎมณเฑียรบาลใช้สำหรับเป็นธรรมเนียมราชตระกูลและราชสำนัก ในบทพระอัยการหลายมาตราได้กล่าวถึงกระบวนเรือพระราชพิธีไว้อย่างชัดเจน กล่าวคือ ในเดือน ๑๑ มีพระราชพิธี "อาษยุชพิธี" คือ การแข่งเรือเสี่ยงทายระหว่างเรือพระที่นั่งสมรรถไชย อันเป็นเรือพระที่นั่งทรงกับเรือพระที่นั่งไกรสรมุขของสมเด็จพระอัครมเหสี มีธรรมเนียมว่า ถ้าเรือพระที่นั่งสมรรถไชยแพ้ ปีนั้น "ข้าวจะเหลือเกลือจะอิ่ม ปวงประชาจะสุขเกษมกันทั่วหน้า" แต่ตรงกันข้ามถ้าเรือพระที่นั่งสมรรถไชยชนะ ปีนั้นจะเกิดยุคเข็ญ ด้วยเหตุนี้เวลาแข่งเรือเสี่ยงทาย ฝีพายเรือพระที่นั่งสมรรถไชยก็มักจะออมมือ ยอมให้เรือไกรสรมุขขึ้นหน้า

ครั้งล่วงมาอีกประมาณ ๑๐๐ ปีเศษ ในพระราชพงศาวดารแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระผู้ทรงเป็นวีรกษัตริย์ กอบกู้เอกราชของชาติไทยให้รอดพ้นเงื้อมมือพม่า  ได้พบบันทึกว่า เมื่อคราวเสด็จไปตีเมืองเมาะตะมะนั้น เสด็จพระราชดำเนินจากรุงศรีอยุธยาทางชลมารคพอได้เวลาฤกษ์พระโหราราชครู  อธิบดีศรีทิชาจารย์ ก็ลั่นฆ้องชัยให้พายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ อันทรงเป็นพระพุทธปฎิมากรทองนพคุณ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายพระนามสมญา "พระพิชัย" นั้นไปก่อน แล้วเรือกระบวนหน้าทั้งปวงไปโดยลำดับ

 

 
 
ในยามที่บ้านเมืองปราศจากศึกสงครามและเมื่อฤดูกาลน้ำหลากอันเป็นเวลาที่ราษฎรว่างเว้นจากการทำนามาถึง ทางการก็จะเรียกระดมพลมาฝึกซ้อมกระบวนเรือ เพื่อใช้ในพิธีสำคัญ ๆ เช่น พิธีต้อนรับแขกบ้านแจกเมือง พิธีทอดกฐินชลมารค ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐินโดยใช้กระบวนเรือรบแห่แทน เพื่อให้ไพร่พลได้รื่นเริงในการกุศล เรือเหล่านี้มักจะมีการจำหลักลวดลายและประดับประดาเรือให้สวยงามวิจิตรพิสดาร

ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปรากฎหลักฐานเมื่อพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่าง ๆ จะมีการจัดดระบวนพยุหยาตราชลมารคซึ่งเรียกว่า "กระบวนเพชรพวง" เป็นริ้วกระบวนที่ยิ่งใหญ่งดงามเป็น ๔ สาย พร้อมริ้วเรือพระที่นั่งตรงกลางอีกสายหนึ่ง  ใช้เรือไม่น้อยกว่าร้อยลำ นิโคลาส แชรเวส บุคคลในคณะทูตฝรั่งเศสผู้หนึ่งซึ่งเดินทางเข้ามาในประเทศไทยสมัยนั้น ได้บรรยายไว้ในหนังสือชื่อ "ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม" ถึงกระบวนพยุหยาตราชลมารคของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไว้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ว่า

" จะไม่สามารถเทียบความงามกับขบวนเรือที่มโหฬาร มีเรือกว่า ๒๐๐ ลำ โดยมีเรือพระที่นั่งพายเป็นคู่ ๆ ไปข้างหน้า เรือพระที่นั่งนั่นใช้ฝีพายของพวกแขนแดงที่ได้รับการฝึกพายมาจนชำนาญ ทุกคนสวมหมวก เสื้อ ปลอกเข่า ปลอกแขน มีทองคำประกอบ เวลาพายจะพายพร้อมกันเป็นจังหวะจะโคน พายนั้นก็เป็นทองเหมือนกัน เสียงพายกระทบนั้นเป็นเสียงประสานไปกับทำนองเพลงยอพระเกียรติของพระเจ้าแผ่นดิน"

ต่อมาในพ.ศ. ๒๓๑๐ เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ปรากฎว่า กระบวนเรือพระราชพิธีได้ถูกข้าศึกทำลายสูญสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปในกองเพลิง

เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทยจนสำเร็จ และในเวลาต่อมาพระองค์ได้ทรงเร่งสร้างเรือพระราชพิธีขึ้นสำหรับใช้ในราชการศึกสงคราม จะเห็นได้จากหมายรับสั่งครั้งกรุงธนบุรี ในการพระราชพิธีสมโภชรับพระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากรพระแก้วมรกตซึ่งอัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ และแห่มาพักไว้ที่กรุงเก่า คือ พระนครศรีอยุธยา มีข้อความในหมายรับสั่งพรรณากระบวนเรือที่ห่มาจากต้นทางว่า รวมเรือแห่ทั้งปวง ๑๑๕ ลำ และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปสมทบที่พระตำหนักบางธรณี กรุงเก่า ความว่า มีเรือแห่มารวมกันเป็นจำนวนรวม ๒๔๖ ลำ ในครั้งนั้น ถือได้ว่าเป็นการเตรียมกำลังรบทางน้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย และสะท้อนให้เห็นพระปรีชาสามารถ และการให้ความสำคัญในยุทธวิธีทางน้ำของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้เป็นอย่างดี

 

   

ล่วงมาถึงประมาณ ๒๐๐ ปีเศษ มาถึงสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ได้มีกฐินพยุหยาตราชลมารค นอกจากจะมีกระบวนหลวงซึ่งจัดเป็นกระบวนพยุหยาตรากรีธาทัพเรืออย่างโบราณแล้ว พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาทและอาณาประชาราษฎร์ที่มีฐานะยังได้ตกแต่งเรือด้วยลักษณะต่าง ๆ เช่น ทำเป็นจระเข้ เป็นหอย เป็นปลา เป็นสัตว์ต่าง ๆ มาสมทบเข้ากับขบวนเป็นกระบวนนำและกระบวนหลวง เรือบางลำก็มีวงปี่พาทย์และการละเล่นต่าง ๆ ในเรือด้วย

ต่อมาในรัชกาลที่ ๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารคอย่างยิ่งใหญ่ เสด็จไปถวายผ้าพระกฐิน เรือพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาทแต่งเป็นรูป์ต่าง ๆ เข้ากับกระบวนเช่นในรัชกาลก่อน ในรัชกาลต่อมาก็ได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตราอย่างใหญ่บ้าง อย่างน้อยบ้าง ไปถวายผ้าพระกฐินสืบต่อกันเรื่อยมา

ในสมัยรัชกาลที่ ๔ บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยปราศจากศึกสงคราม อีกทั้งมีการใช้เรือกลไฟซึ่งใช้เครื่องจักรไอน้ำแทนมากขึ้น จึงทำให้ เรือรบในแม่น้ำในอดีตหรือเรือพระราชพิธีที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ได้ยุติบทบาทอย่างสิ้นเชิง คงใช้เป็นเพียงเรือพระที่นั่งขององค์ประมุขของประเทศในการเสด็จไปในพระราชพิธีที่สำคัญ เช่น พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ซึ่งเป็นการรักษาจารีตประเพณีอันดีงามของชาติไทยมาจวบจนทุกวันนี้

ต่อมาในรัชกาลที่ ๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารคอย่างยิ่งใหญ่ เสด็จไปถวายผ้าพระกฐิน เรือพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าทูลละอองธุลีพระบาทแต่งเป็นรูป์ต่าง ๆ เข้ากับกระบวนเช่นในรัชกาลก่อน ในรัชกาลต่อมาก็ได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตราอย่างใหญ่บ้าง อย่างน้อยบ้าง ไปถวายผ้าพระกฐินสืบต่อกันเรื่อยมา

ในสมัยรัชกาลที่ ๔ บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยปราศจากศึกสงคราม อีกทั้งมีการใช้เรือกลไฟซึ่งใช้เครื่องจักรไอน้ำแทนมากขึ้น จึงทำให้ เรือรบในแม่น้ำในอดีตหรือเรือพระราชพิธีที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ได้ยุติบทบาทอย่างสิ้นเชิง คงใช้เป็นเพียงเรือพระที่นั่งขององค์ประมุขของประเทศในการเสด็จไปในพระราชพิธีที่สำคัญ เช่น พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค ซึ่งเป็นการรักษาจารีตประเพณีอันดีงามของชาติไทยมาจวบจนทุกวันนี้

  

 

ตำนาน ๒

 

เรือพระราชพิธีที่ใช้ในกระบวนเสด็จพระราชดำเนิน โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคนี้ แท้จริงก็คือเรือรบที่โบราณท่านใช้ในลำแม่น้ำ ทางกองทัพเรือได้เขียนคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่อง เรือรบสมัยโบราณของไทยไว้ใน "ประวัติย่อเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์" มีความตอนหนึ่งว่า "เรือรบสมัยโบราณของไทยมี ๒ ประเภท คือ เรือรบในลำแม่น้ำกับเรือรบทางทะเล เรือเหล่านี้มีรูปร่างและขนาดต่างๆ กัน เรือรบในลำแม่น้ำมีมาก่อนเรือรบทางทะเลมีขึ้นภายหลัง เพราะศึกสงครามทางทะเลมีน้อย ฉะนั้นเรือรบในลำแม่น้ำจึงมีความสำคัญมากกว่าเรือรบทางทะเล แต่ในสมัยปัจจุบันตรงกันข้าม เรือรบทางทะเลเท่านั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ส่วนเรือรบในลำแม่น้ำพ้นสมัยใช้เป็นเรือรบ จึงกลายมาเป็นเรือสำหรับประกอบการพระราชพิธี"


ภาพแขียนแสดงยุทธนาวี ในรัชสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 

 
 
 
แต่โบราณ สมัยเมื่อยังใช้เรือรบในลำแม่น้ำเป็นกำลังสำคัญในการรบนั้น เมื่อพระมหากษัตริย์ จะเสด็จพระราชดำเนินโดยชลวิถีไปในการพระราชพิธีใด อันมุ่งหมายที่จะแสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพภายใต้พระบารมี เช่นพระราชดำเนินเลียบพระนครในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือจะต้องเสด็จพระราชดำเนินรอนแรมไปทางไกล อันอาจจะมีไพรีจู่โจมกลางทางได้ ก็จะจัดกระบวนเสด็จพระราชดำเนิน เป็นกระบวนพยุหยาตราในทำนองเสด็จกรีฑาทัพ เรือ แต่ภายหลังได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตรา ในการเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ด้วย มูลเหตุที่จะเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยกระบวนพยุหยาตรานั้น ก็เนื่องมาแต่ในยามที่ว่างศึกสงคราม ทางราชการก็จำเป็นที่จะต้อง กะเกณฑ์ผู้คนมาฝึกการรบทางเรืออยู่เป็นประจำ เผื่อเกิดศึกเสือเหนือใต้จ ะได้ระดมผู้คนที่ฝึกแล้วมาใช้ในการรบได้ทันท่วงที การฝึกพลสำหรับเรือรบทางแม่น้ำนั้น มักกำหนดกระทำกันในฤดูน้ำ เพราะนอกจากจะเป็นการสะดวกแก่การฝึกทางเรือแล้ว ยังตรงกับฤดูที่ราษฎรว่างจากการทำไร่ไถนา การระดมผู้คนมาฝึกในระยะนี้ จึงไม่ทำให้กระทบกระเทือนอาชีพราษฎรมากนัก ในระยะเวลาที่มีการเกณฑ์ฝึกในฤดูน้ำนี้ ก็ประจวบกับเทศกาลทอดกฐินพอดี ดังนั้น เพื่อมิให้การฝึกซ้อมไพร่พลเสียเวลาไปเปล่าๆ พระมหากษัตริย์จึงได้ทรงพระราชดำริ ที่จะเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ตามพระอารามหลวงริมน้ำโดยกระบวนเรือรบลำน้ำ ตั้งกระบวนเป็นกระบวนพยุหยาตราทำนองเสด็จกรีฑาทัพเรือ ครั้นเมื่อได้กระทำไปแล้ว ก็เป็นที่สบอัธยาศัยของชุมชนส่วนใหญ่ซึ่งถือว่าการ ทอดกฐินเป็นกิจสำคัญในทางพระศาสนา ส่วนบรรดาไพร่พลที่ถูกเกณฑ์มาฝึกเตรียมรบ เมื่อได้โอกาสเข้ากระบวนเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ก็ยินดีปรีดาสนุก สนานบรรเทิงเพราะได้ร่วมงานพระราชกุศล ดังนั้น การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินโดยกระบวนเรือรบในลำแม่น้ำนี้ จึงกลายเป็นที่นิยมและกระทำสืบเนื่องกันเรื่อยมา แม้จะหมดสมัยที่จะใช้เรือเหล่านั้นเป็นเรือรบแล้ว ก็ยังหาได้เลิกกระบวนเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน โดยเรือรบในลำแม่น้ำของโบราณไม่

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ก็ได้มีกฐินพยุหยาตราชลมารคมาแต่รัชกาลที่ ๑ แม้ว่าเรือใช้รบลำแม่น้ำของไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยาจะได้ถูกพม่าเผาเสียหมด เมื่อคราวเสียกรุงครั้งสุดท้าย แต่เมื่อมาถึงสมัยกรุงธนบุรี สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ได้สร้างขึ้นใหม่เพื่อให้เพียงพอแก่การที่จะใช้ในการรบ และเมื่อว่างการรบก็ใช้จัดเป็นกระบวนเสด็จพระราชดำเนิน ในการพระราชพิธีต่างๆ กฐินพยุหยาตราชลมารคในสมมัยรัชกาลที่ ๑ นั้น นอกจากจะมีกระบวนหลวง ซึ่งจัดเป็นกระบวนพยุหยาตรากรีฑาทัพเรืออย่างโบราณแล้ว พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท และอาณาประชาราษฎรที่มีฐานะ ยังได้ตกแต่งเรือด้วยลักษณะต่างๆ เช่น ทำเป็นจรเข้ เป็นหอย เป็นปลา และเป็นสัตว์น้ำต่างๆ มาสมทบเข้ากระบวน เป็นกระบวนนำและกระบวนตามกระบวนหลวง เรือบางลำก็มีวงปี่พาทย์และการเล่นต่างๆ ไปในเรือด้วย ต่อมาในรัชกาลที่ ๒ ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งเรือเป็นกระบวนพยุหยาตราอย่างใหญ่ เสด็จไปถวายพระกฐิน มีเรือที่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละอองธุลีพระบาท แต่งเป็นรูปต่างๆ เข้ากระบวนเช่นในรัชกาลก่อน ในรัชกาลต่อมาก็ได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตรา เป็นกระบวนพยุหยาตราอย่างใหญ่ บ้าง อย่างน้อยบ้าง ไปถวายผ้าพระกฐินสืบต่อกันเรื่อยมา แม้ต่อมาจะพ้นยุคพ้นสมัยที่จะใช้เรือรบทางแม่น้ำในการรบแล้ว ก็ยังคงรักษาเรือเหล่านั้นไว้สำหรับการพระราชพิธี เช่นเสด็จเลียบพระนคร และเสด็จฯ ถวายผ้าพระกฐินโดยชลวิถีสืบต่อมา เป็นการรักษาซึ่งจารีตประเพณีอันดีงามของชาติไทยไว้มิให้เสื่อมสูญ

ต่อมาเมื่อได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ สถานการณ์บ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้เสด็จประทับอยู่ในพระราชอาณาจักร การถวายผ้าพระกฐินโดยกระบวนพยุหยาตรา จึงมีอั